คลังเก็บหมวดหมู่: ข้อคิดสอนใจ

คนบางคนนั้น พูดดีแต่กับคนอื่น แต่พูดดีกับคนในบ้านไม่ได้

ทำดีกับคนในบ้านให้มากๆ คนนอกบ้านเบาๆลงบ้างก็ได้

คนบางคน พูดดีแต่กับคนอื่น แต่พูดดีกับคนในบ้านไม่ได้

คนบางคน…

พูดกับเพื่อน…ดี พูดกับครู…ดี

พูดกับลูกค้า…ดี พูดกับคนอื่น…ดี

แต่พูดกับคนในบ้าน…ไม่ดี

โดนอะไรหนักๆ ที่โรงเรียนมา

ก็กลับมาเหวี่ยง…ใส่คนที่บ้านโดนอะไรแรงๆ ในที่ทำงาน

ก็เอามาพาล…ใส่คนที่บ้าน

เพราะอะไรอ่ะ?

เพราะคนในบ้าน… แคร์ความรู้สึกเราและ ‘ยอม’ เสมอ

คนในบ้าน ‘ยอม’ จนบางครั้ง…

หลายคนอาจลืมไปว่า…

เงินที่ได้ไปโรงเรียน…

ก็ได้มาจากคนในบ้านนี่แหละ

เวลาหิว…

คนในบ้านรึเปล่า…ที่คอยทำให้กิน

เวลาที่ ทุ ก ข์ ใจใครทิ้งมา….

สุดท้ายก็มีแค่คนในบ้านนี่แหละ

ที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน

อาจจะมีซ้ำเติม สั่งสอนบ้าง

นั่นก็เรื่องธรรมดา เวลาที่ เ ดื อ ด ร้อน… ก็คนในบ้านรึเปล่า

ที่จะอยู่ข้างเรา… เป็นคนสุดท้าย

บนโลกนี้เอาจริงๆ

…จะมีสักกี่คน…

ที่ทนนิสัย แ ย่ ๆ ของเราได้ตลอด

จะมีสักกี่คน…. ที่ทนทำอะไรให้เราได้ขนาดนี้

จะมีมั้ย? ถ้าไม่ใช่ ‘ครอบครัว’

ใส่ใจความรู้สึกของคนในครอบครัวบ้าง

ก่อนที่จะสายเกินไป….

จนไม่เหลือใครให้ใส่ใจ.

(Cr. Kru Mos Saranyoo)

ใบลาออก จากความ ทุ กข์ อ่านแค่ 2 นาที แล้วจะพบกับชีวิตที่ดีขึ้น

ไม่สำคัญว่า มีทรัพย์มากหรือน้อย แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องใช้ให้น้อยต่างหาก ชีวิตจึงจะมีเหลือมากกว่าขาด

คนจนยิ่งจน เพราะทำรวย คนรวยยิ่งรวย เพราะทำจน

ทำตัวให้เป็นปกติ ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น ชีวิตก็จะเป็นปกติ

ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นคนอาภัพอับโชคที่สุดในโลก

ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นคนโชคดีที่สุดในโลก

อดทนได้ จงอดทน อดใจได้ จงอดใจ ไม่อดทน ไม่อดใจ เรื่องเล็กจักกลายเป็นเรื่องใหญ่

คนที่มีความสุข มิใช่คนที่มีมากที่สุด แต่เป็นคนที่ต้องการน้อยที่สุด ยิ่งมีความต้องการน้อยลง

สมบัติที่มีอยู่เดิม ก็ดูเหมือนมีมากขึ้น ความสุขหรือความทุ กข์ของชีวิต บางครั้งเหมือนการมองผ่านกระจก

หากกระจกใสสะอาด เมื่อมองสิ่งใดย่อมมีแต่ความสุข ปราศจากความขุ่นมัว

หากกระจกขุ่นมัว เมื่อมองสิ่งใด แม้เป็นสิ่งเดียวกัน ก็มีแต่ความทุกข์ใจ

จงจำไว้ว่า ความสุขอยู่ไม่ไกล เพียงเช็ดกระจกให้ใส เช็ดใจให้สะอาดเท่านั้นเอง

ทุ กข์อยู่ที่ใจ ทุ กข์ของใครก็ของมัน

ทุ กข์อยู่ที่ใจ ใครจะเก็บไว้ก็ช่างมัน

สุขอยู่ที่ใจ ฉันเก็บมันไว้ทุกวัน

สุขอยู่ที่ใจ ฉันจะให้กันและกัน

ฝึก 9 อย่างนี้ ความทุ กข์จะเข้าไม่ถึงใจเรา

วิธีการฝึกจิตใจของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน ให้มีสมาธิและสติอยู่ตลอดเวลา โดยกูรูได้ชี้แนะให้ประชาชนได้ลองฝึกควบคุมจิตใจของตัวเอง และเมื่อทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเองจิตใจเราจะได้สงบและไม่เป็นทุ กข์ มาดูกันเลยครับ

1 ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

2 ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

3 ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว

4 ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ า กับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คน โ ง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

5 ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุ กข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุ กข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวัน ต ๅ ย

6 ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจาก ความเป็นขีข้าของเงิน

หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน

การที่คนเราจะเลิกเป็นขีข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

7 ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนิน ทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนิน ทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนิน ทาขอให้รู้ว่า เรามาถูกทางแล้ว แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นก า

กับคำนิน ทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนิน ทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนิน ทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นิน ทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนิน ทา

8 ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้ าเหตุบ้ าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย

ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้ าส ติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

9 ฝึกอยู่กับปัจจุบัน เคยได้ยินไหม คำนี้ อยู่กับปัจจุบัน พูดง่ายนะแต่ทำยากมากๆ การอยู่ปัจจุบันก็คือการไม่หลงเข้าไปในความคิดของตน สติเท่านั้นที่จะเป็นตัวรู้ ตัวดู ว่าตอนนี้เราคิดอะไรอยู่ สังเกตุดูง่ายๆ

หากเรากำลังรู้สึกหด หู่ใจ นั่นแปลว่า เรากำลังอยู่กับอดีต

หากเรากำลังรู้สึกกังวลใจ นั่นแปลว่า เรากำลังอยู่กับอนาคต

หากเรากำลังรู้สึกดี และมีความสุข นั่นแปลว่า เรากำลังอยู่กับปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าแนะนำว่า ให้ทำทีละอย่าง โฟกัสทีละงาน ความทุ กข์จะเข้าไม่ถึงใจเราแน่นอน

9 ข้อนี้ลองฝึกกันดูนะค่ะ เพื่อทางแห่งการพ้นทุ กข์ ไม่อยากทุ กข์นี่แหละคือการดับทุ กข์ด้วยตัวเอง

cr ขอให้ร่ำรวยความสุข เบญญาวัธน์ rugyim

“แค่หันหลังให้ใครสักคน” แล้วเดินออกจากชีวิตของเขาไป

การตัดสัมพันธ์กับคนที่เรารักเป็นเรื่องยากก็จริง แต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้

ใครจะเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นได้ทุกอย่าง ความรักก็เช่นกัน เพราะชีวิตของเราต้องออกเดินทางไปพบเจอผู้คนมากมายในทุก ๆ วัน คนแปลกหน้าก็ทยอยมาเป็นคนรู้จักทีละคนสองคน คนที่รู้จักก็จะกลายเป็นคนใกล้ชิดทีละคนสองคน และบางครั้ง…คนใกล้ชิดบางคนนั้น กลายเป็นคนใกล้ชิดมากอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้ใช้เวลาคบหา ศึกษา ดูใจกันให้นานพอ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่บางทีเราจะพบว่า คนใกล้ชิดบางคนจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด ไม่ใช่เป็นอย่างที่เราคิดว่าเป็น หรือบางคนก็เป็นในสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นได้ (ช่างเป็นธรรมดาของชีวิตจริง ๆ ด้วย)

.

เมื่อเราเอาใจ เอาความรู้สึกของตัวเองไปผูกติดกับเขาไว้แล้ว

ตัดสินเขาแล้วว่าว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้

เมื่อมัน..ไม่ใช่…ความเสียใจและผิดหวังก็ตามมา

เป็นเรื่องปกติของชีวิตคนเราที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ

หลายคนยอมรับได้และคิดว่ามันเป็นความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ใครจะเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นได้ทุกอย่าง’

เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว..ก็ทำใจได้และเลิกรากันไป

(ใจมันผูกติด ด้วยความผูกพัน จึงกลายเป็นยึดมั่นถือมั่นไปเสีย)

 

แต่บางคนกลับเลือกที่จะอยู่ที่เดิม

ให้ความใกล้ชิดทำร้ายตัวเองเรื่อยมาโดยไม่มีอะไรดีขึ้น

ยิ่งใกล้ชิดมากยิ่งถูกทำร้ายมาก

โดยไม่ยอมถามตัวเองเลยว่าที่ต้องทนคบกันอยู่นั้นเพื่ออะไร

ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วนำแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายมาให้มากมันก็เหนื่อย

ยิ่งถ้าให้อภัยหลายต่อหลายครั้ง…ยิ่งหนัก

(ทนคบกันไปอาจจะเพราะเสียดายเวลาที่ผ่านมา อาจจะต้องคิดว่า เวลา คือ ประสบการณ์สำคัญของชีวิต)

ยิ่งพยายามยอมรับและทำความเข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจ

นับวันใจของเราเองนั่นแหละที่จะเสียไปเรื่อย

ความรู้สึกดีๆ ลดลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจะไม่เหลือ

แต่กว่าจะถึงวันนั้นก็เสียใจเสียความรู้สึกทุกวัน

แล้วชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร

(ความรักไม่น่าจะต้องอดทนจนก้าวล่วงความเป็นตัวเอง)

มักยากนักหรือกับการหันหลังให้ใครสักคน

แล้วเป็นฝ่ายเดินออกจากชีวิตของเขาไป

เมื่อชีวิตของเรายังต้องเดินไปข้างหน้า

ไปพบเจอคนอีกมากมาย

มีใครต่อใครอีกมากมายที่รอให้เราเดินทางไปพบ ไปคบหา

(ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า ใช้อดีตเป็นบทเรียน)

จริงอยู่คนบางคนสำคัญ

จริงอยู่ที่อาจจะรักกัน

จริงอยู่ที่อาจจะผูกพัน

แต่ถ้าคบกันไปเพื่อจะกลายเป็นคนไม่สำคัญในวันหนึ่ง

คบกันเพื่อให้ความรักลดลงเรื่อยๆ จนหมด

เลิกคบกันวันนี้…กับรอให้จบในวันหนึ่งข้างหน้า

มันจะต่างกันตรงไหน…(ผลคือ เป็นคนไม่สำคัญเหมือนกัน)

สำหรับบางคน ต่อให้ให้โอกาสสักกี่ครั้งก็เหมือนเดิม

ทำใจให้เข้มแข็งและตัดสินใจเลย

มันไม่หนักหนาอะไรมากมายหรอก

ก็แค่หันหลังให้คนคนเดียว

(ขอบคุณสำหรับมุมมองที่สำคัญนี้)

“การตัดสัมพันธ์กับคนที่เรารักเป็นเรื่องยากก็จริงแต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้”

 

ขอขอบคุณที่มาจาก : getwellsoonxoxo

9 วิธี เปลี่ยนตัวเอง เป็น “คนใหม่” ที่ใคร ๆ ก็หลงรัก

คงจะมีสักครั้งในชีวิตที่คุณได้พบใครสักคน ซึ่งมองภายนอกก็ดูธรรมดาไม่ได้สวยเริดหรือหล่อเนี้ยบไปกว่าใคร แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวคุณเองกลับรู้สึกถูกชะตาประทับใจในตัวเขาหรือเธออย่างไม่มีเหตุผล เผลอๆ บางคนอาจหลงรักเขาตั้งแต่แรกพบเลยด้วยซ้ำ แอดจะมาไขข้อข้องใจและเผยความจริงที่ว่า คุณเองก็สามารถเป็นเจ้าของมนต์เสน่ห์นี้ได้เช่นกัน เพียงทำตามเคล็ดลับ เปลี่ยนตัวเอง 9 ข้อต่อไปนี้

1. รอยยิ้มสะกดใจ

“รอยยิ้ม” เปรียบดังประตูด่านแรกที่จะทำให้ใครๆ รู้สึกประทับใจคุณตั้งแต่แรกพบ ซึ่งกฎมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของรอยยิ้ม คือ ถ้าคุณมอบยิ้มที่จริงใจให้กับใคร ผู้รับก็มักจะส่งรอยยิ้มเดียวกันนั้นกลับคืนมาให้คุณทันทีเช่นกัน นอกจากนี้ รศ. ดร.พสุเดชะรินทร์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังกล่าวด้วยว่า “ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่อง fMRI (เครื่องสแกนสมอง) ตรวจสอบปฏิกิริยาของเซลล์สมองพบว่า เมื่อเรายิ้ม เซลล์สมองส่วนของอารมณ์และความสุขจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน แสดงให้เห็นว่าการยิ้มทำให้คนเรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น…โดยการยิ้มเพียงหนึ่งครั้งจะกระตุ้นให้เซลล์สมองด้านความสุขทำงานเทียบเท่ากับการกินช็อกโกแลตถึง 2,000 ชิ้นเลยทีเดียว”

2. เปิดใจรับ “ฟัง”

แม้คนส่วนใหญ่มักชอบเป็นผู้พูดมากกว่าเป็นผู้ฟัง แต่แจ๊ค วู้ดฟอร์ด นักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า “การตั้งใจฟังเป็นการเยินยอทางอ้อม ที่มนุษย์น้อยคนนักจะปฏิเสธได้” หรือพูดอีกอย่างก็คือการเป็นผู้ฟังที่ดีหรือฟังอย่างตั้งใจนั้น เป็นความลับเล็กๆ ที่จะทำให้ใครๆ ประทับใจในตัวคุณโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใดๆ เลย

3. คุยเรื่องที่เขาสนใจ

บทสนทนาที่จะทำให้ใครต่อใครประทับใจในตัวคุณคือ การเลือกพูดคุยในเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นเรื่องที่เขาเคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ การปล่อยให้เขาได้บอกเล่าหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากจะทำให้เขาเพลิดเพลินและประทับใจในการสนทนากับคุณแล้ว เขายังรับรู้ถึงความเอาใจใส่ที่คุณมีให้เขาด้วย

4. มาดดีมีชัย (ไปกว่าครึ่ง)

เราไม่ได้ขอให้คุณรีบไปตัดชุดสูทราคาแพง หรือทำศัลยกรรมให้ดูสวยกว่าความเป็นจริง เพียงคุณหันมาใส่ใจดูแลบุคลิกภาพให้ดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อยอยู่เสมอก็เพียงพอแล้ว เพราะไม่ว่าคุณจะมีอุปนิสัยน่ารัก พูดจาหวานหู หรือหน้าตาดีสักเพียงใด ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ถ้าคุณยังแต่งกายสกปรก กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยว หรือมีกลิ่นปากรุนแรงแทบทุกครั้งที่พบกัน

5. สัมมาคารวะคือสมบัติอันล้ำค่า

อุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ใคร ๆ ต่างให้ความเอ็นดูและชื่นชมคุณตั้งแต่แรกพบคือ กิริยาสุภาพนอบน้อมมีสัมมาคารวะกับทุกคน ไม่ควรเลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ที่มีพระคุณหรือผู้ที่อาวุโสกว่าเท่านั้น แต่ควรให้เกียรติ และสุภาพกับผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับคุณด้วย อย่าลืมว่าการเป็นคนมีสัมมาคารวะ ไม่ได้ทำให้คุณดูต่ำต้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม คุณจะยิ่งได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างจริงใจจากทุกคนที่ได้รู้จัก

6. อาสาช่วยด้วยหัวใจ

เพียงคุณมีน้ำจิตน้ำใจ  หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นด้วยใจจริงโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ก็สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ความสุขในใจของผู้อื่นได้แล้ว สิ่งที่คุณมอบให้นั้น ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือมีค่าราคาแพงแต่อย่างใด การให้ในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดต่างหากที่สำคัญกว่า อาจเป็นเพียงของเล็กน้อยหรือเป็นเพียงกำลังกายที่ช่วยหยิบจับช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ก็ถือว่ามีคุณค่าน่าจดจำแล้ว

7. ทำให้คนที่คุณได้พบรู้สึกว่าเขาเป็น “คนสำคัญ”

ควรให้ความสนใจจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคนที่คุณได้รู้จักเอาไว้บ้าง เพราะหากมีโอกาสได้คุยกันอีกครั้ง แล้วเขารู้ว่าคุณจดจำเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับตัวเขาได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นคนสำคัญในสายตาคุณและความรู้สึกนี้จะประทับอยู่ในใจของเขาไปอีกนานแสนนาน

8. มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู

เพียงคุณแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อาทิ คุณพ่อ คุณแม่ ญาติ ครูอาจารย์ รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่เคยเกื้อหนุนคุณมา นอกจากจะทำให้คนที่คุณรักมีความสุขแล้ว  อานิสงส์ผลบุญนี้ยังแผ่ไปยังบุคคลอื่น  ทำให้ผู้ที่ได้รู้จักคุณพลอยรู้สึกยินดีสรรเสริญ  และชื่นชมในตัวคุณ  โดยที่คุณไม่ต้องป่าวประกาศคุณงามความดีนั้นด้วยตัวเองเลย

9. ยึดมั่นใน “ความดี”

เคล็ดลับสุดท้ายคือ  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมารุมรัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้คุณต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง  หรือต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมเพราะนั่นหมายความว่า คนๆ นั้นหรือคนกลุ่มนั้นไม่คู่ควรกับมิตรภาพดีๆ ที่คุณมีให้เพียงแค่คุณคิด พูด ทำแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสบายใจและอยากอยู่ใกล้คุณทั้งนั้น  เพราะเขาจะพลอยได้รับแต่สิ่งดีๆ และมีความสุขยามที่ได้อยู่กับคุณ